วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556

สูตรค๊อกเทลภาค ๑


Blue Magarita (บลู มาการีต้า)
ส่วนผสม
- ตากีล่า(Tequila) 1 ออนซ์
- บลู คูราโซ่(Blue Curacao) ½ ออนซ์
- น้ำมะนาว ¾ ออนซ์
- น้ำเชื่อม ½ ออนซ์
วิธีทำ
- ใส่น้ำแข็งลงในเชคเกอร์
- ใส่ส่วนผสมทั้งหมดตามลงไป แล้วเขย่าแรงๆ ราว 10 วินาที
- รินแต่ส่วนที่เป็นน้ำลงในแก้ว
*ที่ถูกต้องเคลือบปากแก้วด้วยเกลือป่น แต่พอดีตอนทำที่บ้านเกลือหมดครับ

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


Frozen Blue Magarita 



Frozen Blue Magarita (โฟรสเซน บลู มาการีต้า)
ส่วนผสม
- ตากีล่า(Tequila) 1 ออนซ์
- บลู คูราโซ่(Blue Curacao) ½ ออนซ์
- น้ำมะนาว ¾ ออนซ์
- น้ำเชื่อม 1 ออนซ์
วิธีทำ
- ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไปในโถปั่น
- ใส่น้ำแข็งตามลงไปให้ได้มากที่สุด แต่ก้อนบนสุดต้องพ้นน้ำไม่เกิน¼ของก้อน
- รินใส่แก้วที่เคลือบเกลือไว้
*ในรูป ผมเพิ่มปริมาตรส่วนผสมต่างๆเป็น 3เท่า แล้วเสริฟแบบ รินใส่แก้ว Shot ครับ

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


Mojito 





Mojito(โมจีโต้)
ส่วนผสม
- รัมขาว (White Rum) 1½ ออนซ์
- น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ
- มะนาว 1ลูก
- ใบสะระแหน่ 7 - 8 ใบ
วิธีทำ
- ใส่น้ำตาลลงไปในแก้ว
- หั่นมะนาวให้เป็นชิ้นเล็กๆ(ราว8-12ชิ้น) ใส่ลงในแก้ว
- ใส่ใน สะระแหน่ลงในแก้ว
- ใส้ด้านหลังช้อน บดส่วนผสมต่างๆให้ค่อนข้างแหลก
- ใส่เหล้า รัม ลงในแก้ว
- เติมน้ำแข็งบดให้เกือบถึงขอบแก้ว(ราว 1-2 cm.)

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


Singapore Sling 



Singapore Sling(สิงคโปร์ สลิง)
ส่วนผสม
- จิน(Gin) 1ออนซ์
- เชอรี่ บรั่นดี(Cherry Brandy) ½ ออนซ์
- น้ำมะนาว ¾ ออนซ์
- น้ำเชื่อมทับทิม ½ ออนซ์
- น้ำเชื่อม ½ ออนซ์
- โซดา ½ ออนซ์
วิธีทำ
- ใส่น้ำแข็งลงในเชคเกอร์ราวๆครึ่งหนึ่ง
- ใส่ส่วนผสมทั้งหมดตามลงไป แล้วเขย่าแรงๆ ราว 10 วินาที
- รินแต่ส่วนที่เป็นน้ำลงในแก้ว
- ใส่น้ำแข็งจากใน เชดเกอร์ตามลงไป(ให้เหลือที่ว่างไว้ราว 1½ นิ้ว)
- ค่อยๆใส่โซดาลงไป
*พอใส่โซดาแล้วไม่ต้องคน ใส่หลอดเสริฟเลยครับ

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


Blue Honolulu 




Blue Honolulu (บลู โฮโนลูลู)
ส่วนผสม
- รัมขาว(Light Rum) 1½ ออนซ์
- บลู คูราโซ่(Blue Curacao) ½ ออนซ์
- น้ำมะนาว ¾ ออนซ์
- น้ำเชื่อม ½ ออนซ์
- สับปะรดกระป๋องแบบหั่นแว่น 2 ชิ้น
- น้ำสับปะรด ½ ออนซ์
วิธีทำ
- ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไปในโถปั่น
- รินใส่แก้วที่เตรียมไว้
*อาจใช้น้ำเชื่อมในกระป๋องสับปะรด แทนน้ำสับปะรดก็ได้นะครับ ประหยัดดี

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


Blue Summer Kisses 




Blue Summer Kisses (บลู ซัมเมอร์คิสส์)
ส่วนผสม
- รัมขาว(Light Rum) 1½ ออนซ์
- บลู คูราโซ่(Blue Curacao) ½ ออนซ์
- น้ำมะนาว ¾ ออนซ์
- น้ำเชื่อม ½ ออนซ์
- ลิ้นจี่กระป๋อง 4 ลูก
- น้ำเชื่อมในกระป๋องลิ้นจี่ ½ ออนซ์
วิธีทำ
- ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไปในโถปั่น
- รินใส่แก้วเสริฟ



*อันนี้ผมทำไปพร้อมกับ Blue Honolulu เพราะส่วนผสมคล้ายกันมากครับ ต่างกันนิดเดียวเอง 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


Magarita 




Magarita (มาการีต้า)
ส่วนผสม
- ตากีล่า(Tequila) 1 ออนซ์
- ทริเปิล เซค(Triple Sec) ½ ออนซ์
- น้ำมะนาว ¾ ออนซ์
- น้ำเชื่อม ½ ออนซ์
วิธีทำ
- ใส่น้ำแข็งลงในเชคเกอร์
- ใส่ส่วนผสมทั้งหมดตามลงไป แล้วเขย่าแรงๆ ราว 10 วินาที
- รินแต่ส่วนที่เป็นน้ำลงในแก้วที่เคลือบเกลือไว้

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


เหล้าปั่นผลไม้รวม


เหล้าปั่นผลไม้รวม (อันนี้ผมทำเองเล่นๆ เอาไปปรับแต่งสูตรกันเองได้นะครับ)
ส่วนผสม
- เหล้ารัม(ผมใช้แสงโสม) 1 ออนซ์
- ว็อดก้า(Vodka) 1 ออนซ์
- น้ำผักผลไม้รวม 250 cc.(1กล่อง)
- น้ำมะนาว ½ ออนซ์
- น้ำส้มซันควิก 1 ออนซ์
วิธีทำ
- ใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไปในโถปั่น
- รินใส่แก้วที่เตรียมไว้
*สามารถปรับแต่ง เปลี่ยนเหล้า น้ำหวาน น้ำผลไม้ มากน้อยได้ตามใจชอบนะครับ.. 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


Mai - Tai 





Mai - Tai (ไหม – ไท)
ส่วนผสม
- รัมขาว(Light Rum) 1 ออนซ์
- รัมดำ(Dark Rum) ½ ออนซ์
- ออเรนจ์ คูราโซ่(Orange Curacao) ½ ออนซ์
- น้ำมะนาว ¾ ออนซ์
- น้ำเชื่อม ¾ ออนซ์
- น้ำส้ม ½ ออนซ์
- น้ำสับปะรด ½ ออนซ์
- น้ำเชื่อมทันทิม ½ ออนซ์
วิธีทำ
- ใส่น้ำแข็งลงในเชคเกอร์
- ใส่ส่วนผสมทั้งหมดตามลงไป แล้วเขย่าแรงๆ เร็วๆ ราว 10 วินาที
- รินพร้อมน้ำแข็งลงในแก้ว

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


Pink Lady 





Pink Lady (พิ้งค์ เลดี้)
ส่วนผสม
- จิน(Gin) 1 ออนซ์
- ทริเปิล เซค(Triple Sec) ½ ออนซ์
- น้ำมะนาว ¾ ออนซ์
- น้ำเชื่อมทันทิม ½ ออนซ์
วิธีทำ
- ใส่น้ำแข็งลงในเชคเกอร์
- ใส่ส่วนผสมทั้งหมดตามลงไป แล้วเขย่าแรงๆ เร็วๆ ราว 10 วินาที
- รินเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำลงในแก้ว

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


Long Island 





Long Island(ลอง ไอซ์แลนด์)
ส่วนผสม
- ว็อดก้า(Vodka) 1 ออนซ์
- รัมขาว(Light Rum) 1 ออนซ์
- ตากีล่า(Tequila) 1 ออนซ์
- จิน(Gin) 1 ออนซ์
- ทริเปิล เซค(Triple Sec) 1 ออนซ์
- น้ำมะนาว ½ ออนซ์
- น้ำเชื่อม ½ ออนซ์
วิธีทำ
- ใส่น้ำแข็งลงในเชคเกอร์
- ใส่ส่วนผสมทั้งหมดตามลงไป แล้วเขย่าแรงๆ เร็วๆ ราว 10 วินาที
- รินเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำลงในแก้ว
*แรงเอาเรื่องนะครับแก้วนี้ 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


Around the World 





Around the World(อะราวด์ เดอะ เวิลด์)
ส่วนผสม
- ว็อดก้า(Vodka) ½ ออนซ์
- รัมขาว(Light Rum) ½ ออนซ์
- จิน(Gin) ½ ออนซ์
- บรั่นดี(Brandy) ½ ออนซ์
- วิสกี้(Whisky) ½ ออนซ์
- ครีม เดอ เมนท์ สีเขียว(Crème de Menthe-Green) ½ ออนซ์
วิธีทำ
- ใส่น้ำแข็งลงในเชคเกอร์
- ใส่ส่วนผสมทั้งหมดตามลงไป แล้วเขย่าแรงๆ เร็วๆ ราว 10 วินาที
- รินพร้อมน้ำแข็งลงในแก้ว
*แก้วนี้ก็แรงเอาเรื่องอีกตัวเลย 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


Tequila Rose 





Tequila Rose(ตากีล่า โรเช่)
ส่วนผสม
- ตากีล่า(Tequila) 1 ออนซ์
- ทริเปิล เซค(Triple Sec) ½ ออนซ์
- น้ำมะนาว ¾ ออนซ์
- น้ำเชื่อมทับทิม ½ ออนซ์
วิธีทำ
- ใส่น้ำแข็งลงในเชคเกอร์
- ใส่ส่วนผสมทั้งหมดตามลงไป แล้วเขย่าแรงๆ เร็วๆ ราว 10 วินาที
- รินเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำลงในแก้ว

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


Torpedo 





Torpedo(ตอร์ปีโด)
ส่วนผสม
- บรั่นดี(Brandy) ½ ออนซ์
- จิน(Gin) ½ ออนซ์
- ครีม เดอ เมนท์ สีเขียว(Crème de Menthe-Green) ¾ ออนซ์
วิธีทำ
- ใส่น้ำแข็งลงในแก้ว(แก้วขนาด 5 – 7 ออนซ์)
- ใส่ส่วนผสมทั้งหมดตามลงไป

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


Matador 





Matador(มาทาดอร์)
ส่วนผสม
- ตากีล่า(Tequila) 1 ออนซ์
- น้ำสับปะรด 2 ออนซ์
- น้ำมะนาว ½ ออนซ์
วิธีทำ
- ใส่น้ำแข็งลงในเชคเกอร์
- ใส่ส่วนผสมทั้งหมดตามลงไป แล้วเขย่าแรงๆ เร็วๆ ราว 10 วินาที
- รินเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำลงในแก้ว 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


Whisky Sour 





Whisky Sour(วิสกี้ ซาวร์)
ส่วนผสม
- วิสกี้(Whisky) 1 ออนซ์
- น้ำเชื่อม ¾ ออนซ์
- น้ำมะนาว ¾ ออนซ์
วิธีทำ
- ใส่น้ำแข็งลงในเชคเกอร์
- ใส่ส่วนผสมทั้งหมดตามลงไป แล้วเขย่าแรงๆ เร็วๆ ราว 10 วินาที
- รินเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำลงในแก้ว 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


Between the Sheet 





Between the Sheet(บีทวีน เดอะ ชีท)
ส่วนผสม
- บรั่นดี(Brandy) ¾ ออนซ์
- รัมขาว(Light Rum) ¾ ออนซ์
- ทริเปิล เซค(Triple Sec) ¾ ออนซ์
- น้ำมะนาว ¾ ออนซ์
วิธีทำ
- ใส่น้ำแข็งลงในเชคเกอร์
- ใส่ส่วนผสมทั้งหมดตามลงไป แล้วเขย่าแรงๆ เร็วๆ ราว 10 วินาที
- รินเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำลงในแก้ว 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


Cherry Blossom 





Cherry Blossom(เชอรี่ บลอสซั่ม)
ส่วนผสม
- เชอรี่บรั่นดี(Cherry Brandy) ¾ ออนซ์
- บรั่นดี(Brandy) ½ ออนซ์
- น้ำเชื่อมทับทิม ¼ ออนซ์
- น้ำเชื่อม ¼ ออนซ์
- น้ำมะนาว ¼ ออนซ์
วิธีทำ
- ใส่น้ำแข็งลงในเชคเกอร์
- ใส่ส่วนผสมทั้งหมดตามลงไป แล้วเขย่าแรงๆ เร็วๆ ราว 10 วินาที
- รินเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำลงในแก้ว 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


Bacardi Cocktail 





Bacardi Cocktail(บาคาร์ดี้ ค็อคเทล)
ส่วนผสม
- บาคาร์ดี้ รัมขาว(Bacardi Light Rum) 1 ออนซ์
- น้ำมะนาว ¾ ออนซ์
- น้ำเชื่อมทับทิม ½ ออนซ์
- น้ำเชื่อม ½ ออนซ์
วิธีทำ
- ใส่น้ำแข็งลงในเชคเกอร์
- ใส่ส่วนผสมทั้งหมดตามลงไป แล้วเขย่าแรงๆ เร็วๆ ราว 10 วินาที
- รินเฉพาะส่วนที่เป็นน้ำลงในแก้ว 

. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


Cuban Sunrise 





Cuban Sunrise(คิวแบน ซันไรซ์)
ส่วนผสม
- รัมขาว( Light Rum) 1 ออนซ์
- น้ำเชื่อมทับทิม ½ ออนซ์
- น้ำส้มคั้น
วิธีทำ
- ใส่น้ำแข็งลงให้เต็มแก้ว(แก้วขนาด 8 – 10 ออนซ์)
- ใส่รัมขาว แล้วเทน้ำส้มตามลงไปจนต่ำกว่าขอบแก้วซัก 1 นิ้ว
- รินน้ำเชื่อมทับทิมตามลงไป 

- คนเบาๆพอให้ด้านล่างเข้ากันแล้วเสริฟพร้อมที่คน



. . . . . . . . . . . . . . . . . . .


หมายเหตุ
* สูตรนี้โดยทั่วไปเป็นสูตรสำหรับ 1 ที่ครับ
* น้ำเชื่อมทับทิม คือน้ำหวานเข้มข้นกลิ่นทับทิม(แบบเฮลบลูบอย) ผมเห็นมีขายที่ Food Land ครับ

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2556

เค้กช็อกโกแลตหน้านิ่ม (Chocolate Fudge Cake)

เนื้อเค้กช็อกโกแลตนุ่มๆกับหน้าครีมช็อคโกแลตนิ่มๆ ทานคู่กันแล้วละลายในปาก ถ้ายิ่งชอบทานช็อกโกแลตตัวนี้ เค้กช็อกโกแลตหน้านิ่มอร่อยสุดๆ^^


เค้กช็อกโกแลตหน้านิ่ม (Chocolate Fudge Cake)


สำหรับ 2 ปอนด์
เวลาในการทำ 1 1/2 ชม.

อุปกรณ์

1. ไม้พาย
2. ที่ร่อนแป้ง
3. พิมพ์ 2 ปอนด์
4. มีด
5. ช้อน
6. ทัพพี
7. ตะกร้อ

ส่วนผสมเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่ม (Chocolate Fudge Cake)

เนื้อเค้ก
1. แป้งเค้ก 85 กรัม
2. ผงฟู 1/2 ช้อนชา
3. เบคกิ้งโซดา 1/4 ช้อนชา
4. กลิ่นวนิลา 1 ช้อนชา
5. เกลือป่น 1/4 ช้อนชา
6. ผงโกโก้ 30 กรัม
7. น้ำตาลทราย 85 กรัม
8. นม 70 กรัม
9. นมข้นจืด 20 กรัม
10. น้ำมะนาว 1 ช้อนชา
11. น้ำมันพืช 60 กรัม
12. ไข่แดง 2 ฟอง
13. ไข่ขาว 2 ฟอง
14. น้ำตาลทราย 40 กรัม
15. ครีมออฟทาท่า 1/4 ช้อนชา

ช็อกโกแลต
1. ผงวุ้น 1 ช้อนชา
2. นมสด 200 กรัม
3. นมข้นจืด 200 กรัม
4. น้ำตาลทราย 150 กรัม
5. ผงโกโก้ 60 กรัม
6. แป้งข้าวโพด 40 กรัม
7. นมสด 100 กรัม
8. เนยสด 150 กรัม
9. เหล้ารัม 2 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำเค้กช็อกโกแลตหน้านิ่ม (Chocolate Fudge Cake)

1. อุ่นเตาที่อุณหภูมิ 175 องศาเซลเซียส
2. กรุพิมพ์ขนาด 2 ปอนด์
3. ร่อนแป้งเค้ก ผงฟู เบคกิ้งโซดาและผงโกโก้
4. ใส่น้ำตาลทรายและเกลือ ในแป้งที่ร่อนแล้ว
5. นำไข่แดง กลิ่นวนิลา นม นมข้นจืด น้ำมะนาว น้ำมันพืชมาผสมและคนให้เข้ากัน
6. ผสมส่วนผสมแห้งที่พักไว้ในส่วนผสมเหลวแล้วคนให้เข้ากัน
7. ตีไข่ขาวกับครีมออฟทาท่าจนเป็นฟอง ค่อยๆใส่น้ำตาลทรายแล้วตีจนขึ้นฟูตั้งยอดอ่อน
8. ตักเมอแรงไข่ขาวลงในส่วนผสมเนื้อเค้กที่พักไว้
9. คนส่วนผสมให้เข้ากัน
10. ตักใส่พิมพ์ขนาด 2 ปอนด์
11. นำไปอบ 45 นาที


วิธีทำหน้าช็อกโกแลตนิ่ม

1. ผสมผงวุ้น นมสด นมข้นจืด น้ำตาลทราย และผงโกโก้เข้าด้วยกัน
2. ตีส่วนผสมทั้งหมดให้เข้ากัน
3. นำส่วนผสมที่เข้ากันไปตั้งไฟจนเดือด
4. ผสมแป้งข้าวโพดกับนมข้นจืดจนเข้ากันไม่เป็นเม็ด
5. เทใส่หม้อคนจนเข้ากัน (ลดไฟอ่อนลง)
6. คนไปเรื่อยๆจนส่วนผสมทั้งหมดข้นขึ้น
7. ใส่เนยและเหล้ารัม
8. คนจนละลาย

วันจันทร์ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2556

เบอเกอรี่ 12 อย่างสุดฮอท


 สูตร เค้กผลไม้ (Fruit Cake)1 

       ส่วนผสมผลไม้1. ลูกเกดดำ บลูเบอรี่แห้ง แครนเบอรี่แห้ง กล้วยตาก ลูกเกดเหลือง ลูกพรูนและสตรอเบอร์รี่แห้ง มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ น้ำหนักรวมทั้งหมดประมาณ 1 กิโล ให้ใส่น้ำผึ้งลงไป 2 ช้อนโต๊ะ คลุกให้เข้ากันหมักไว้ข้ามคืน

ส่วนผสมเค้ก
- แป้งสาลีเอนกประสงค์ 200 กรัม
- อัลมอนด์สไลซ์ เตรียมไว้โรยหน้ามากน้อยตามชอบใจ
- น้ำตาลทรายแดง 50 กรัม
- น้ำตาลทรายขาว 100 กรัม
- ไข่ไก่เบอร์สอง 4 ฟอง
- เนยสด 200 กรัม
- ผงฟู 1/2 ช้อนชา
- อบเชยป่นหรือเครื่องเทศ 5 อย่างป่น 1/8 ช้อนชา

วิธีทำ
- ร่อนแป้ง ผงฟูและผงอบเชยหรือเครื่องเทศ 5 อย่าง เข้าด้วยกัน ตีเนย น้ำตาลทรายขาวและแดงโดยใช้ความเร็วปานกลางเข้าด้วยกันจนเนื้อเนียน ใส่ไข่ทีละฟอง เมื่อครบสี่ฟอง ให้ลดความเร็วลงต่ำ ค่อยๆใส่แป้งตอนแรก จากนั้นก็เพิ่มจำนวนขึ้นจนเทแป้งหมด ตีจนส่วนผสมเนียน 
- ใส่ส่วนผสมผลไม้ที่หมักไว้ลงไปตีพอเข้ากันแล้วปิดเครื่องทันที เทส่วนผสมลงในพิมพ์ จากนั้นนำพิมพ์ไปวางบนถาดที่ปูกระดาษแฉะน้ำซัก 4 ชั้น ก่อนนำเข้าอบโรยหน้าด้วยอัลมอนด์ตามใจชอบเลย แล้วอบไฟล่างด้วยอุณหภูมิ 300 f นาน 60 นาที
- พอครบเวลาที่กำหนด จากนั้นนำออกจากเตาและแกะออกจากพิมพ์ถ้าเป็นพิมพ์แบบถาวร
- ดังนั้นจะให้หน้าสวยก็ต้องไปซื้อแยมใสๆมาทาให้หน้าเยิ้มๆ นำพลาสติกห่อเก็บไว้ในตู้เย็นประมาณ 5 วัน เพราะถ้าเก็บไว้ซักพักมันจะออกมาชุ่มน่ากิน ส่วนตัวหน้า คือนำเอาผลไม้มาเรียงใส่พิมพ์ก่อน ใช้วิธีทำแบบน้ำส้มผสมน้ำตาลตั้งไฟให้ข้นๆ มาราดรองพื้นบนผลไม้ที่เรียงไว้ในพิมพ์แล้วถึงใส่ตัวแป้งเค้กที่ตีเรียบร้อยแล้วลงไป พออบเสร็จ ก็รอให้เย็น ถึงคว่ำเค้กออกมาจากพิมพ์ แล้วทาด้วยน้ำผึ้งให้เงาๆ เพื่อไม่ให้ดูแห้งไป 
                
+ + สูตรอาหาร : Fresh Grape Muffin 2
ส่วนผสมอาหาร

- แป้ง Self-rising 2 1/2 ถ้วย 
- ผลองุ่นสดเอาเมล็ดออก 2 ถ้วย 
- ผงฟู 1 ช้อนโต๊ะ 
- ไข่ไก่เบอร์ใหญ่ 3 ฟอง 
- นมสด1 ถ้วย 
- เนย 1/2 ถ้วย 
- น้ำตาล1/2 ถ้วย 
- กลิ่นวานิลลา 2-3 หยด 
- น้ำตาลกรวดโรยหน้ามัฟฟิน
วิธีทำอาหาร
- วอร์มเตาอบที่อุณหภูมิ 200 องศาเซลเซียส แล้วก็ร่อนแป้งกับผงฟู พักไว้ในภาชนะขนาดใหญ่ ทำหลุมตรงกลาง ผสมนมสด น้ำตาล ไข่ไก่ และเนยละลายแล้วตีส่วนผสมของเหลวให้เข้ากันลงไปในหลุมตรงกลางแป้ง
- คนส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วใส่ผลองุ่นสดตามลงไป ทาเนยที่ muffin tin หรือจะใช้ สเปร์เนย ก็ได้
- ตักส่วนผสมมัฟฟินหยอดลงในถาดที่ทาเนยไว้จนเกือบเต็ม โรยหน้าด้วยน้ำตาลกรวด หลุมละสักสองหยิบมือกำลังดี
- เอาเข้าเตาอบ อบนานประมาณ 20-25 นาที สังเกตจากหน้ามัฟฟินเหลืองเป็นแบบ Golden Blown ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
                   
 + + สูตรเค้กสตอเบอรี่3
 ส่วนผสม
- แป้งเค้ก 90 กรัม 
- ไข่ไก่ 3 ฟอง 
- น้ำตาล 90 กรัม 
- เนยสดจืด 40 กรัม 
- วิปครีม 400 ซีซี
- น้ำตาล 5 ช้อนโต๊ะ 
- ส่วนผสมน้ำซอส 
- น้ำ 200 ซีซี 
- น้ำตาล 90 กรัม 
- บรั่นดี 3 ช้อนโต๊ะ 
- สตอเบอรี่, ผงฟู, เนย

วิธีทำ
- ใส่น้ำร้อน นำไข่ไก่และน้ำตาล ตีให้เป็นสีครีมๆ เสร็จแล้วก็ใส่เค้ก , ผงฟู ที่ร่อนแล้ว1ครั้ง แล้วตะล่อมให้เข้ากันเบาๆ 
- ใส่เนยละลายที่อุ่นค่อยๆเทลงไป แล้วคนให้เข้ากันเบามือ จนส่วนผสมเข้ากันดี เทใส่พิมนำเข้าเตาอบ เปิดไฟ ประมาณ 180 องศาเซลเซียส พอสุกตัดครึ่ง พักไว้ ตีวิปครีม ใส่น้ำตาล กลิ่นวนิลา ใส่เนยลงไปซัก 40 กรัม ตีให้แข็งตัวแต่ไม่ต้องแข็งตัวมาก เพราะจะทำให้ปาดหน้าเค้กไม่สวย 
- จากนั้นก็ใส่สตอเบอรี่บนเค้ก เสร็จแล้วเราก็ใส่วิปครีมลงไป แล้วเอาสตอเบอรี่มาหั่น วางเรียงๆกันตามใจชอบ 
                      

+ + สูตรเค้กมะพร้าวอ่อน4
 
ส่วนผสม

- แป้งเค้ก 150 กรัม
- น้ำตาลทราย 140 กรัม
- ไข่ไก่ 185 กรัม
- น้ำมันรำข้าวอย่างดี 40 กรัม
- น้ำเปล่า 40 กรัม
- เนยสดอย่างดี 50 กรัม
- นม 40 กรัม
- วานิลลา 2.5 กรัม
- ผงฟู 2.5 กรัม
ส่วนผสมไส้มะพร้าวมีเนื้อมะพร้าวอ่อน 1 ลูก/น้ำเชื่อม 1 ถ้วย /แป้งข้าวโพดละลายน้ำ 1 ถ้วย
** ซึ่งส่วนผสมทั้งหมดหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านค้าที่จำหน่ายวัตถุดิบของเบเกอรี่
วิธีทำเค้กมะพร้าวอ่อน

- เริ่มด้วยร่อนแป้งเค้ก, ผงฟู, วานิลลาพร้อมกัน นำน้ำตาลมาผสมลงในแป้ง จากนั้นใส่ไข่ไก่ และนำเข้าเครื่องตีแป้ง โดยการตีแป้งนั้นคุณนี๋บอกว่า ให้เริ่มจากความเร็วต่ำจนส่วนผสมเข้ากันจากนั้นปรับเป็นความเร็วสูงจนส่วนผสมเริ่มขึ้นฟู และหนืดข้นจากนั้นให้ใส่น้ำและตีต่อด้วยความเร็วเดิมจนส่วนผสมเข้ากันดีจนเนื้อเนียนแววปรับความเร็วลงต่ำตีจนเข้ากันตามด้วยใส่เนยที่ละลาย, น้ำมันพืชตามลงไปตีจนส่วนผสมเข้ากันดีเสร็จ แล้วปิดเครื่องจากนั้นตักแป้งใส่พิมพ์ขนาด 2 ปอนด์ จำนวน 1 พิมพ์ นำเข้าอบที่ความร้อน 170 องศาเป็นเวลานาน 25นาที หรือ จนกระทั่งขนมสุก
วิธีทำไส้มะพร้าวอ่อนนำส่วนผสมทั้งหมดต้มด้วยกันจนกระทั่งเดือด แล้วค่อยใส่แป้งข้าวโพดผสมลงไป จนข้นปิดไฟ และพักไว้จนเย็น ส่วนผสมครีมสดมีครีมสด 1 กล่อง วิธีทำคือ ตีครีมสดด้วยเครื่องตีแป้งจนขึ้นฟูปิดเครื่อง และพักไว้ในตู้เย็น
Cook Tips ขึ้นรูปเค้กมะพร้าวอ่อนให้นำเค้กมาแบ่งครึ่งเป็น 2 ส่วนตามแนวนอนนำครีมสด ไส้มะพร้าวมาผสมกัน และใส่ลงบนเนื้อแป้งด้านล่างจากนั้นนำเค้กอีกส่วนซึ่งเป็นแป้งเค้กด้านบนมาประกบปิดทับไว้นำครีมสดมาปาดทับทั่วทั้งก้อนเค้ก แล้วโรยทับด้วยเนื้อมะพร้าวซึ่งการปาดครีมสด เป็นทักษะอย่างหนึ่งต้องทำด้วยความระมัดระวัง เพื่อให้เค้กมีความสวยงาม และสมส่วน
                         
+ + สูตร Chocolate Cheese Elegance5
ส่วนผสม

- ครีมชีส(ก้อนละ 8 ออนซ์) 1- 1/2 ก้อน 
- น้ำตาล1/2 ถ้วย 
- วิปปิ้งครีมเย็น 2- 1/2 ถ้วย 
- ช็อกโกแลตแบบ BAKER\'S Semi-Sweet 6 ก้อน 
- JELL-O Chocolate Instant Pudding (1 กล่อง) 3.9 ออนซ์ 
- นม 1/2 ถ้วย 
- อัลมอนสไลด์อบ 1/4  ถ้วย
วิธีทำอาหาร
- ตีครีมชีสกับน้ำตาลให้เข้ากัน ผสมกับวิปปิ้งครีมเย็น 1 ถ้วย จนส่วนผสมเข้ากันแล้ว ใช้ถาดอบขนาด 8x4 นิ้ว ปูรองด้วยพลาสติก
- แบ่งส่วนผสมประมาณ สองถ้วย เทใส่ถาดอบ ที่ปูรองด้วยพลาสติก wrap แล้วแช่เย็นรอไว้ก่อน 
- ผสมครีมชีสที่เหลือกับนม แบ่งช็อกโกแลตครึ่งหนึ่งละลาย ผสมช็อกโกแลตที่ละลายไว้ในส่วนผสมชีสที่เหลือ ใส่ส่วนผสมพุดดิ้งลงไป ผสมให้เข้ากัน 
- เทส่วนผสมครีมชีสช็อกโกแลตลงบนครีมชีสที่เทลงไปก่อนหน้านี้ แล้วแช่ตู้เย็นต่ออีกประมาณ 4 ชั่วโมง ครีมชีสเซ็ตตัวแล้ว เมื่อส่วนผสมเซ็ตตัวแล้ว นำออกมาคว่ำลงบนภาชนะเสริฟที่มีขนาดใหญ่กว่า ค่อยๆลอกพลาสติกออก
- ได้ครีมชีสสองชั้น สองสี สองเลเยอร์ แล้ว ละลายช็อกโกแลตที่เหลือครึ่งหนึ่ง กับ วิปปิ้งครีมที่เหลือ คนส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำส่วนผสมช็อกโกแลตที่ละลายมาเคลือบให้ทั่ว แล้วก็โรยหน้าด้วยอัลมอนอบข้างบนได้เลย

+ + สูตรเชอร์รี่บานานาเค้ก6
 
ส่วนผสม
แป้งเค้ก 200 กรัม 
ผงฟู 2 ช้อนชา
น้ำตาลทราย 180 กรัม 
เกลือป่น 1/2 ช้อนชา 
ไข่ไก่  5 ฟอง
เอสพี 2 ช้อนชา
เนยละลาย 120 กรัม
วานิลลา 2 ช้อนชา
เชอร์รี่สำเร็จรูป  1 กระป๋อง
กล้วยหอมหั่นแว่น 6 ผล
บัตเตอร์ครีม 300 กรัม
วิธีทำ
- ร่อนแป้ง ผงฟู เกลือ รวมกันไว้ ตีไข่ น้ำตาลทราย จนกระทั่งขึ้นฟูขาวหรือประมาณ 8 - 12 นาที
-  เติมส่วนผสมของแป้ง ผสมให้เข้ากันดี จึงเติมเนยละลายคนให้เข้ากันอีกครั้ง เทใส่พิมพ์กลมที่รองด้วยกระดาษไขเรียบร้อยแล้ว นำเข้าเตาอบไฟ 350 ํF ประมาณ 30 - 45 นาที หรือจนกระทั่งสุกแซะออกจากพิมพ์ ทิ้งให้เย็น สไลซ์ขนมเค้กออกเป็น 3 ชิ้น วางเค้กชิ้นแรกบนที่รองเค้ก ปาดหน้าด้วยบัตเตอร์ครีมเล็กน้อย วางเชอร์รี่และกล้วยหอมให้ทั่วเค้ก วางชิ้นที่ 2 บนชิ้นแรก ปาดหน้าด้วยบัตเตอร์ครีมให้มีความหนาประมาณ 1/2 เซนติเมตร แล้วตกแต่งหน้าชิ้นเค้กด้วยเชอร์รี่ให้สวยงาม
ประเภทที่ 2  เค้กที่สามารถประยุกต์ได้ 
                 

+ + สูตรเค้กมะตูม7
ส่วนผสม
- แป้งเค้ก 4 ถ้วย 
- ผงฟู 4 ช้อนชา 
- เบคกิ้งโซดา 2 ช้อนชา 
- ไข่ไก่ (แยกไข่ขาวไข่แดง) 14 ฟอง 
- น้ำตาลทรายขาว 2 ถ้วย 
- น้ำตาลทรายแดง 1 ถ้วย 
- มะตูมเชื่อมยีให้ละเอียด 1 ถ้วย 
- เกลือป่น 2  ช้อนชา 
- นมเปรี้ยว 1 ถ้วย 
- นมข้นจืด1 ถ้วย 
- น้ำมะนาว 4 ช้อนโต๊ะ 
- เนยสดชนิดเค็ม 2 ก้อน 
- วานิลา 2 ช้อนชา 
- ครีมออฟทาร์ทาร์ 1 ช้อนชา 
- น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
ส่วนผสมหน้าเค้ก มะตูมเชื่อมยีละเอียด 1 ถ้วย /น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
วิธีทำอาหาร
- ร่อนแป้ง ผงฟู เบกกิ้งโซดา 3 ครั้ง แล้ว ตีไข่ขาวกับครีมออฟทาร์ทาร์ให้ขึ้นฟู ใส่น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วยเข้าไปทีละน้อย จนแข็งตั้งยอด พักรอไว้ ผสมไข่แดงกับน้ำตาลทรายแดง น้ำตาลทรายขาว 1 ถ้วย และเนยสด เกลือ เข้าด้วยกัน เมื่อส่วนผสมเข้ากันดีแล้ว ก็เอาส่วนผสมแป้งที่ร่อนพักไว้ใส่ลงไป ผสมด้วยความเร็วต่ำไปเรื่อยๆ จากนั้นก็ค่อยๆตะล่อมส่วนผสมไข่ขาวที่ตีพักรอไว้ลงไป
- เมื่อส่วนผสมเริ่มเข้ากันแล้ว ก็ค่อยๆเติมส่วนผสมนมเปรี้ยวลงไป เติมเนื้อมะตูมลงไป หั่นเป็นเต๋าสี่เหลี่ยม ตอนทำยังไม่ต้องยี แล้วก็เพิ่มเนื้อมะตูมเป็นสองถ้วย
- ใช้พายคนส่วนผสมให้พอเข้ากัน ไม่ใช้เครื่องผสม เดี๋ยวเนื้อมะตูมจะเละก่อน เทใส่พิมพ์เหลี่ยมที่ปูรองด้วยกระดาษรองอบ 
- เอาเข้าเตาอบอุณหภูมิ 170 องศาเซลเซียส ประมาณหนึ่งชั่วโมง เมื่อสุกแล้ว ก็เอาออกมาวางพักไว้ให้เย็นแล้วก็จัดการแต่งหน้าเค้ก โดยผสมน้ำผึ้งกับมะตูมเข้าด้วยกัน ตั้งไฟอ่อนพอเหลว นำมาราดหน้าขนมก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
                

+ + สูตรแครอท เค้ก Carrot Cake 8   
 
ส่วนผสมอาหาร
- น้ำมันดอกทานตะวัน 1 ถ้วย 
- น้ำตาลทราย 1 ถ้วย 
- ไข่ 3 ฟอง 
- แป้งอเนกประสงค์ 1 1/2 ถ้วย 
- ผงฟู 1 1/2 ช้อนชา 
- โซเดียมไบคาร์บอเนต 1 1/2 ช้อนชา
- เกลือ 3/4 ช้อนชา 
- ผงอบเชย 1 1/2 ช้อนชา 
- ผงลูกจัน 1/8 ช้อนชา
- ผงขิง 1/4 ช้อนชา 
- ถั่ววอลนัทสับหยาบๆ 1 ถ้วย
- แครอทขูดฝอย 2 หัวใหญ่
- กลิ่นวาเนลลา1 ช้อนชา
- ซาวครีม 2 ช้อนโต๊ะ

 ส่วนผสมของ Frosting Soft ชีส 300 กรัม/เนยสด 2 ช้อนโต๊ะ /น้ำตาลไอซิ่งร่อน 1 1/2 ถ้วย กลิ่นวาเนลลา 1 ช้อนชา/เจลาตินผง 1 1/2 ช้อนโต๊ะ /น้ำเย็น 1/4 ถ้วย
วิธีทำอาหาร
-  รองก้นพิมพ์และรอบๆพิมพ์อบขนมขนาด 8 นิ้วด้วยกระดาษรองอบ วอร์มเตาอบไว้ที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส  จากนั้น เทน้ำมันดอกทานตะวัน และน้ำตาลทรายลงในภาชนะผสม แล้วตีส่วนผสมให้เข้ากันมากที่สุด จนน้ำตาลละลาย ค่อยๆใส่ไข่ลงไปทีละฟอง จนครบสามฟอง แล้วก็ร่อนแป้ง ผงฟู โซเดียมไบคาร์บอเนต เกลือ ผงอบเชย ผงลูกจัน ผงขิง ลงในส่วนผสมของเหลว 
- ขั้นตอนนี้จะไม่ตีส่วนผสม แต่จะใช้เพียงไม้พายคนส่วนผสมเพียงให้เข้ากันเท่านั้น เมื่อส่วนผสมของแป้งและของเหลวเข้ากันดีแล้ว ก็ใส่ถั่ววอลนัท และแครอทขูดฝอยลงไป คนส่วนผสมให้เข้ากันแล้วเติมซาวครีมตามด้วยกลิ่นวานิลลา คนให้เข้ากัน 
- แบ่งส่วนผสมออกเป็นสองส่วน เทใส่พิมพ์อบ เอาเข้าเตาอบเป็นเวลา 40 นาที ควรทดสอบเค้กเป็นระยะ เค้กจะได้ไม่แข็งจนเกินไป เสร็จแล้วก็นำออกจากเตา ตั้งพักไว้ก่อนสักประมาณ 5 นาทีก่อนถอดออกจากพิมพ์เพื่อให้น้ำระเหยและเย็นตัวลง แล้วค่อยถอดพิมพ์มาพักให้เย็นบนตะแกรง ตอนถอดก้นพิมพ์ต้องระวังนิดนึง เพราะตัวเนื้อเค้กที่นุ่มมาก จะทำให้เค้กอาจจะหักได้ เพราะว่าเนื้อเค้กสูตรนี้นุ่มจริงๆ ตอนจะถอดฐานพิมพ์ก็จะใช้วิธีแบหงายมือข้างที่ถนัดรองฐานพิมพ์เค้กไว้ แล้วเอาตะแกรงวางทับด้านบนของเค้ก เอามืออีกข้างที่ไม่ถนัดคว่ำมือวางแบทับไว้ข้างบนตะแกรง ตอนนี้เค้กก็จะอยู่ด้านบนของตะแกรงโดยมีแผ่นโลหะฐานเค้กอยู่ด้านบน แล้วก็ค่อยแซะเอาฐาน กับลอกกระดาษรองอบออก ตั้งพักไว้จนเค้กเย็นตัวดี
วิธีทำ Frosting- เริ่มแรกก็เอาผงเจลาตินโปรยลงบนน้ำเย็นให้ทั่ว เจลาตินจะละลายซับน้ำจนหมด แล้วนำเข้าเตาไมโครเวฟเพื่ออุ่นให้เจลาตินละลาย นำออกมาคนให้เข้ากัน ตั้งพักไว้ให้ส่วนผสมเจลาตินเย็นตัวลงก่อนใช้งาน
- วิธีทำฟรอสติ้งก็เอา Soft Cheese กับเนยสด มาวางไว้ที่อุณหภูมิห้องจนอ่อนตัว แล้วใส่ภาชนะตีส่วนผสมให้เข้ากันดี แล้วเติมน้ำตาลไอซิ่ง พอส่วนผสมเข้ากันแล้วก็ค่อยๆรินเจลาตินที่ละลายรอไว้แล้วลงไป ระหว่างรินก็ต้องตีไปด้วย เจลาตินจะได้เข้ากับส่วนผสมให้ทั่ว เมื่อเข้ากันแล้วก็เติมกลิ่นวานิลลาลงไปนำใส่ภาชนะ ปิดฝา แช่ตู้เย็นรอไว้ เวลาจะแต่งหน้าเค้ก ก็จะเอาฟรอสติ้งออกจากตู้เย็น ตั้งทิ้งไว้ให้อ่อนตัวลง แล้วค่อยแต่งหน้า
               
 + + เค้กกล้วยหอม แบบใส่โยเกิร์ต 
9
ส่วนผสม
เนย 120 กรัม
เกลือ 1/4 ช้อนชา
น้ำตาลทรายป่น 220 กรัม
ไข่ไก่เบอร์ 2 2 ฟอง 
ผงฟู 2 ช้อนชา
เบคกิ้งโซดา 1 ช้อนชา
กล้วยหอมสุกมากๆ 220 กรัม
แป้งเค้ก(ตราพัดโบก) 240 กรัม
โยเกิร์ต รสธรรมชาติ 150 กรัม
นมสด 40 กรัม
กลิ่นวนิลา 1/3 ช้อนชา
ของตกแต่งด้านบนเค้กตามชอบ เช่น เม็ดน้ำตาลสี, ช๊อคชิพ, เม็ดมะม่วง, เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น
วิธีทำอาหาร
- เริ่มต้นก็จัดการตวงแป้งเค้ก 240 กรัม แล้วก็ร่อนให้แป้งกระจายตัว 1 รอบ จากนั้นพักไว้ก่อน หั่นเนยที่คลายความเย็นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่กาละมังผสมหยิบเกลือใส่ลงไปสัก 1/4 ช้อนชา แล้วก็ตีส่วนผสมให้เข้ากัน 
- ค่อยๆ ใส่น้ำตาลที่เราป่นเอาไว้ ลงไปทีละประมาณ 2 ช้อนโต๊ะ สลับกับการตีส่วนผสมให้เข้ากันไปเรื่อยๆ  ใส่ไข่ลงไป 1 ฟอง ตีให้เข้ากับส่วนผสม แล้วก็ใส่ไข่ทีเหลืออีกฟอง พร้อมผงฟูและเบคกิ้งโซดา แล้วใส่ด้วยกล้วยหอมที่เราบดละเอียดเอาไว้แล้วผสมเบาๆให้เข้ากัน ตามด้วยแป้งเค้กที่เราร่อนเอาไว้โดยแป้งเค้กให้แบ่งเป็น 3 ส่วน ทยอยใส่ทีละส่วน แล้วตะล่อมเบาๆให้เข้ากัน แล้วค่อยใส่ส่วนที่เหลือ
- สุดท้ายก็ใส่โยเกิร์ต, กลิ่นวนิลา, นมสด  แล้วก็ตะล่อมเบาๆ ให้เข้ากันดี จัดการเทใส่พิมพ์ นำเข้าเตาอบ ถ้าเป็นพิมพ์กลม หรือพิมพ์โลฟ สัก 1-3 ปอนด์ ควรใช้ไฟ 180 องศาเซลเซียส ราวๆ 1 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นพิมพ์กระทงจิ๋ว ๆ แบบนี้ ก็ใช้ไฟ 175 องศาเซลเซียส เวลาก็ประมาณ 10-15 นาที พอครบเวลา ก็นำออกจากเตาได้

+ +
สูตรเค้กลูกพรุน (Prune Cake )
10
ส่วนผสม
แป้งอเนกประสงค์ 150 กรัม
แป้งถั่วเหลืองชนิดพร่องไขมัน 20 กรัม
ผงชู 2 ช้อนชา
เนยสด 180 กรัม
น้ำตาลทรายแดง 180 กรัม
ไข่ไก่เบอร์ 3 4 ฟอง 
ลูกพรุนสับ 15 ลูก 
นมสด 100 มล.
วิธีทำอาหาร
- ร่อนแป้งทั้งสองชนิดเข้าด้วยกัน และผงฟูเอาไว้ ตีเนยสดกับน้ำตาลทรายแดงจนขึ้นฟู ใส่ไข่ลงผสมจนเข้ากันดี แล้วใส่แป้งใส่ลูกพรุนไปคลุกเคล้า พอเข้ากันเทลงพิมพ์ (พิมพ์ทาเนยขาว รองกระดาษไข ทาเนยขาวบางๆ อีกครั้ง)
- อบที่อุณหภูมิ 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 30 - 45 นาที หรือจนกว่าจะสุก
                      

+ + สูตรเค้กขนุนงาขาว11
ส่วนผสมตัวเค้ก
- แป้งสาลีอเนกประสงค์ ตรากบ 200 กรัม
- แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ
- เกลือป่น ¼  ช้อนชา
- ผงฟู 1 ช้อนชา
- วานิลลาชนิดผง 1 ช้อนชา
- นมผง 15 กรัม
- น้ำตาลทราย 170 กรัม
- สารเสริมสำหรับทำเค้ก ตรามารีน่า 20 กรัม
- ไข่ไก่แช่เย็น 5 ฟอง
- น้ำเย็น 50 ซีซี
- มาร์การีน ตรามารีน่าละลาย 150  กรัม
- ขนุนซอยเป็นเส้น 150 กรัม
- งาขาว ตราข้าวทอง คั่วจนมีกลิ่นหอม 20 กรัม
- พิมพ์ทรงมังคุดทาด้วยเนยขาว ตรามารีน่าโรยด้วยงาขาวตราข้าวทอง    
- วิปปิ้งครีมชนิดผง ตรามารีน่า ตีฟู    
- เชอร์รี่แดง และสะระแหน่สำหรับแต่ง    
วิธีทำ
- เทแป้งสาลีอเนกประสงค์ ตรากบกับแป้งข้าวโพด  เกลือป่น ผงฟู วานิลลา นมผง  เติมน้ำตาลทรายผสมเข้าด้วยกัน ใส่สารเสริมสำหรับทำเค้ก ตรามารีน่า เคล้าให้เข้ากัน
- ต่อยไข่ไก่ คนผสมให้เข้ากัน ตีผสมด้วยความเร็วต่ำนาน 30 วินาที เพิ่มความเร็วสูง อีก 2 นาที  เติมน้ำเย็น ตีผสมต่อนาน 2 นาที หรือจนกระทั่งส่วนผสมเข้ากัน ลดความเร็วต่ำนาน 3 นาที เติมมาร์การีน ตรามารีน่า ละลาย ตีต่อนาน 30 วินาที จึงยกลง ใส่ขนุน และงาขาว คนผสมให้ส่วนผสมเข้ากันดี ตักเค้กลงพิมพ์ที่ทาด้วยเนยขาว ตรามารีน่า โรยงาขาว ตราข้าวทอง เตรียมไว้ ประมาณ ¾ ของพิมพ์ นำเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 350 FO นาน 20 นาที หรือจนกระทั่งสุก เมื่อขนมสุกคว่ำออกจากพิมพ์ พักไว้ให้เย็น บีบวิปปิ้งครีม และแต่งด้วยเชอร์รี่แดง และสะระแหน่
Cook Tips ขนุนที่นำมาใช้ควรหั่นเป็นเส้นๆ เพราะเมื่ออบสุกแล้ว ขนุนที่ได้จะกระจายตัวทั่วเค้ก หากหั่นขนุนชิ้นโตเกินไป ขนุนจะตกลงก้นเค้ก ทำให้ไม่น่ารับประทาน
         
           
+ + สูตรเค้กนมเย็น12
ส่วนผสมเค้ก
ส่วนที่ 1:แป้งเค้ก 50 กรัม
- นมผง 2 ช้อนโต๊ะ
- ผงฟู 1/4 ช้อนชา
- เกลือ 1/8 ช้อนชา
- ไอซิ่ง (1) 30 กรัม
- ส่วนที่ 2:น้ำมันพืช 40 กรัม
- นมสด 40 กรัม
- น้ำแดง(เฮลบลูบอย) 1 ช้อนโต๊ะ
- สีแดง 2-3 หยด
- ไข่แดง 2  ฟอง (ถ้าชั่งรวมเปลือกหนัก 70-75 g ต่อฟอง)
- ส่วนที่ 3:ไข่ขาว 2 ฟอง
- ออฟทาร์ทาร์ 1/4 ช้อนชา
- ไอซิ่ง (2) 30 กรัม
- ส่วนผสมหน้านมเย็น
- ส่วนที่ 1:น้ำตาลทราย 30 กรัม
- วุ้นผง 1/3 ช้อนชk
- นม 180 กรัม
- น้ำแดง 2 1/2 ช้อนโต๊ะ
- สีแดง 2-3 หยด
- นำน้ำแดงและสีแดงมาผสมรวมกัน
ส่วนที่ 2:นม 25 กรัม
แป้งข้าวโพด 10 กรัม
นำนมและแป้งข้าวโพดละลายด้วยกัน
ส่วนที่ 3:เนย 35 กรัม
วิปปิ้งครีม 35 กรัม
วิธีทำตัวเค้ก- เอาส่วนผสมส่วนที่ 1 ร่อนรวมกัน แล้วทำตรงกลางให้เป็นแอ่งไว้ใช้ตะกร้อมือคนผสมส่วนที่ 2 ให้เข้ากัน เสร็จแล้วนำไปเทใส่บ่อที่เราร่อนไว้ ใช้ตะกร้อมือคนผสมส่วนที่ 1 กับ 2 ให้เข้ากัน คนไปทางเดียวกันและทำอย่างเบามือ พอคนเข้ากันได้ที่ จากนั้น ก็ตีขาวกับออฟทาร์ทาร์ ให้ขึ้นฟูนิดหน่อย แล้วใส่ไอซิ่ง (2) ลงไปตีด้วยความเร็วสูงจนตั้งยอด คือ พอฟองอากาศไข่ดูละเอียด แล้วยกตะกร้อตีแล้วไข่พอเกาะตัวที่ตะกร้อไม่เหลวหยด ระวังอย่าตีนานจนแห้งเกินไป
- สุดท้ายก็ผสมส่วนของไข่ขาวให้กับกับส่วนของไข่แดง ใช้พายยางพลิกตลบล่างขึ้นบนหรือบนลงล่างไปมาเบาๆ หรือจะใช้ตะกร้อมือก็ได้ ทำอย่างเบามือ อย่าให้เหลือไข่ขาวเป็นก้อน ไม่งั้นแล้วเค้กจะมีโพรงอากาศ ( มีลักษณะที่ใหญ่กว่าฟองอากาศ)
- เทใส่พิมพ์ 2 ปอนด์ อบไฟบนล่าง 180 องศาเซลเซียส ประมาณ 20-25 นาที ระวังอย่าเปิดดูก่อนถึงเวลา เพราะการเปิดบ่อยๆทำให้อุณหภูมิลดลง แล้วมันจะไม่คงที่ทำให้ขนมที่ยังไม่สุกดียุบตัว
วิธีทำหน้านมเย็น นำส่วนที่1 ต้มรวมกัน คนตลอดเวลา พอเดือดแล้วใส่ส่วนที่ 2 ที่ละลายแล้วตามลงไป คนแค่รู้สึกว่าข้นขึ้น ก็ใส่ส่วนที่ 3 คนให้เข้ากันยกลงปิดไฟ (อย่าใช้ไฟแรงเกินไปจะทำให้ไหม้ได้) เพื่อให้ความร้อนมันลดลง คนไปเรื่อยๆจนรู้สึกว่าไม่เหลวเยิ้ม พอราดเค้กแล้วไม่ไหลออกหมด ก็ถือว่าราดได้เลยเป็นอันครบทุกขั้นตอน
เชฟศุตม์

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

เทศกาลราเมนที่ร้านสเต็คกลางสวน เริ่มต้น 59 บาท



ความเป็นมาของราเมน เริ่มเข้ามาที่ญี่ปุ่นในยุคเมจิที่ 19 ในยุคนั้นจะเรียกบะหมี่ว่า ชินะโซบะ (支那そば) หมายถึง โซบะของจีน ต้นตำรับบะหมี่ของจีนใช้ชื่อว่า ลาเมียน (拉麺) มีความหมายคือ การดึงเส้นด้วยมือ แต่เพราะว่า ภาษาญี่ปุ่น ไม่มีเสียง L จาก Lamen จึงเพี้ยนเปลี่ยนมาเป็น Ramen แทน และราเมนนั้นเพิ่งเริ่มได้รับความนิยมในตอนเริ่มแรกของยุคโชวะและได้กลาย เป็นอาหารนอกบ้านที่ได้รับความนิยมอย่างมากในตอนนั้น ต่อมาหลังจากสงครามโลกครั้งที่สองได้จบลงไป สหรัฐได้นำสินค้าเข้ามาในญี่ปุ่นก็คือ แป้ง นั่นแหละ นำเข้ามามากจนล้นตลาดเลยทำให้แป้งมีราคาถูกมาก ด้วยโอกาสที่ราเมนยังคงเป็นอาหารที่ได้รับความนิยมอยู่ บวกกับเหล่าทหารที่เพิ่งกลับมาจากจีนและคุ้นเคยอาหารจีนอยู่แล้วด้วย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังต้องออกไปทานราเมนนอกบ้านอยู่ดี จึงทำให้บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่เพียงแค่เติมน้ำร้อนลงไปที่บะหมี่ไม่กี่นาที ก็สามารถทานได้แล้วนั้น ถูกคิดค้นและผลิตออกมาเป็นครั้งแรกในปี 1958 โดย Momofuku Ando ผู้ก่อตั้งบริษัท Nissin Foods อันโด่งดังที่ญี่ปุ่นนั่นเอง หลังจากนั้นในช่วงปี 1980 ราเมนก็ได้กลายเป็นที่รู้กันว่าเป็นส่วนหนึ่งของญี่ปุ่นไปแล้วทั่วโลก

การทำราเมนนั้นจะมีกรรมวิธีในการสร้างสรรค์รสชาติให้เข้ากันได้ดี ที่เน้นๆ ก็คือ เส้นบะหมี่ น้ำซุป และเนื้อ ที่ใช้วางบนราเมน เมื่อทั้งสามอย่างนี้ลงตัวรสชาติที่ได้ก็จะเข้ากันได้ดีอย่างแน่นอน ในแต่ละภูมิภาคการปรุงรสก็ต่างกันไป ส่วนใหญ่จะเน้นวัตถุดิบที่มีใกล้ๆ ในแต่ละพื้นที่และนำมาประยุกต์ใช้ การทำเส้นบะหมี่ราเมนแต่ละสูตรนั้นมีความหลากหลายของรูปทรง บางบ้าง หนาบ้าง เป็นเส้นตรง หรือ เส้นหยิก ก็แล้วแต่แบบฉบับของแต่ละสูตรอีกนั่นแหละ ส่วนการทำน้ำซุปนั้นโดยทั่วไปจะถูกต้มจากส่วนผสมจากเนื้อหรือกระดูกหมูหรือไก่ ปรุงรสด้วยสาหร่ายทะเล เกล็ดปลาต่างๆ ใส่เกลือ ใส่มิโสะ หรือโชยุ ส่วนผสมที่ได้คือน้ำซุปราเมนรสชาติกลิ่นหอมหวน 


- Shio ramen คือราเมนน้ำซุปที่ปรุงรสจากเกลือ ผัก ไก่หรือกระดูกหมู น้ำซุปจะมีสีเหลืองใสๆ รสชาติเบาๆ และเส้นบะหมี่ส่วนใหญ่จะใช้แบบเส้นตรงและเล็ก ท็อปปิ้งด้วย สาหร่ายทะเล ไข่ต้ม หมูชาชู (หมูย่างหั่นสไลด์) วางไว้อยู่บนราเมนอีกด้วย  

- Shoyu ramen คือราเมนปรุงรสจากโชยุเป็นหลัก น้ำซุปมีสีน้ำตาลอ่อนๆ และเส้นบะหมี่จะใช้เส้นหยิกๆ มากกว่าเส้นตรง ท็อปปิ้งข้างบนราเมนจะถูกจัดวางด้วยหน่อไม้ดองหั่นบาง หัวหอม สาหร่าย ถั่วงอก บางร้านอาจจะใช้เนื้อวัวหั่นสไลด์วางแทนหมูชาชูก็ได้ 

- Miso ramen คือราเมนซุปมิโสะ ผสมกับน้ำซุปไก่หรือซุปปลา ราเมนขึ้นชื่อจากฮอกไกโด เส้นบะหมี่หนานุ่มและหยิก มีความหลากหลายในรสชาติ โดยที่ส่วนที่ท็อปปิ้งบนราเมนก็คือข้าวโพด เนย ถั่ว กระหล่ำปลี กระเทียมบด หัวหอม และเพราะอากาศที่นี่ค่อนข้างหนาวจึงเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกายด้วยน้ำหมูลงไปในชามด้วยเล็กน้อย 

- Tonkotsu ramen คือราเมนซุปกระดูกหมู  น้ำซุปออกสีขาวขุ่นๆ เคี่ยวจากกรดูกหมูติดมัน ใส่ครีมหรือเนย ซอสถั่วเหลือง และเส้นบะหมี่จะใช้เส้นบางและตรง ราดด้วยน้ำมันงา และเสิร์ฟพร้อมกับขิงดอง เป็นราเมนขึ้นชื่อในแถบคิวชู เขตฮากาตะ ที่ฟุกุโอกะ และราเมนชนิดนี้บางครั้งก็ถูกเรียกว่า ราเมนฮากาตะ  เป็นราเมนคล้ายๆ กับของจีน

ราเมนแพร่หลายในแต่ละภูมิภาคและก็มีวัตถุดิบต่างกันไป มาดูกันดีกว่าราเมนแถบไหนเป็นยังไงกันบ้างมาเริ่มด้วย ราเมนในแถบซัปโปโรที่มีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์และมีมิโสะราเมนที่มีชื่อเสียงอย่างมาก เพราะที่นี่อากาศหนาวราเมนจึงถูกออกแบบมาให้เหมาะกับฤดูหนาวที่หนาวมาก และพิเศษตรงที่อาหารในท้องถิ่นมีอาหารทะเลเยอะและสดจริงๆ จึง สามารถนำหอยเชลล์  ปลาหมึก และปู  มาเป็นส่วนหนึ่งของราเมนได้อย่างลงตัวและรสชาติโอชะจนต้องบอกต่อ ในขณะที่ ฮาโกดาเตะ ก็มีชื่อเสียงทางด้านผลิตเกลือปรุงราเมนอีกด้วยและในแถบอะซาฮิคาวะ ก็มีโชยุขึ้นชื่ออยู่ที่อีก ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมราเมนที่นี่ถึงอร่อยมาก เพราะมีวัตถุดิบดีๆ หลายอย่างนี่เอง

ในตอนภาคเหนือของฮอนชู แถบคิทะกะตะ  ราเมนของที่นี่ความพิเศษด้วยเส้นบางหยิกและกรอบและน้ำซุปกระดูกหมู


ราเมนในแถบโตเกียวนั้นเส้นบะหมี่จะบางและหยิกไม่มากนัก น้ำซุปไก่และโชยุ มีหัวหอม หมูชาชู ปลาแห้ง ไข่ สาหร่ายและผักขมวางเป็นท็อปปิ้งอยู่บนราเมน ที่โตเกียวหาทานได้ง่ายๆ ที่แถบ ย่านอิเคะบุคุโระ ย่านโองิคุโบะ และย่านเอบิซุ

ราเมนที่โยโกฮาม่านั้นมีชื่อเรียกว่า Ie-kei (家系) เส้นบะหมี่หนาและตรงน้ำซุปโชยุรสชาติคล้ายๆ ซุปกระดูกหมู ท้อปปิ้งด้วยหมูย่างหั่นสไลด์ ไข่ต้ม สาหร่าย ต้นหอมซอย และผักขม และที่สำคัญน้ำซุปไม่มันมากจนเกินไป

ฟุกุโอกะมี  ฮากาตะราเมน ที่มีชื่อเสียงมากในประเทศญี่ปุ่นเพราะน้ำซุปกระดูกหมูที่เคี่ยวอย่างพิถีพิถันทำให้รสชาตินุ่มลิ้นแค่ได้กลิ่นท้องก็ร้องแล้วล่ะ ที่ญี่ปุ่นมีร้านที่สามารถสั่งเส้นบะหมี่เพิ่มได้ เพียงแต่ห้ามทานซุปราเมนฮากาตะหมดก่อนเท่านั้นเองเป็นเมนู ราเมนฮากาตะขนาดเล็กกว่าขนาดธรรมดา ระบบร้านราเมนแบบนี้เรียกว่า Kae-dama (替え玉) 

เชฟศุตม์ 

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วันประสูติพระสังฆราช พระชันษาครบ 99 ปี

ฑีฆายุโก โหตุ มหาสังฆราชา



พระประวัติ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

สมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ ๑๙ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์  พระเกียรติคุณฟุ้งเฟื่องไปในจตุรทิศ  ด้วยพระปฏิปทาอันงดงาม ดังจะขออัญเชิญมา ณ ที่นี้  ควรทราบว่า ราชทินนาม สมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญาณสังวร นี้ เป็นราชทินนามพิเศษที่โปรดพระราชทานสถาปนาแก่ พระเถระผู้ทรงคุณทางวิปัสสนาธุระเท่านั้น  นับแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ ทรงโปรดเกล้าพระราชทานสถาปนา สมเด็จพระญาณสังวร (สุก) เป็นสมเด็จพระสังฆราช เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๓  ก็ไม่ทรงโปรดพระราชทานสถาปนาราชทินนามนี้แก่พระเถระรูปใดอีกเลย  นับเป็นเวลาถึง ๑๕๒ ปี จนกระทั่ง ปี พ.ศ. ๒๕๑๕  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙  จึงทรงโปรดให้สถาปนา เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ในตำแหน่งที่ สมเด็จพระญาณสังวร เป็นรูปที่ ๒  อันเป็นการแสดงให้ปรากฏว่า เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเป็นพระเถระผู้ทรงคุณทางวิปัสสนาธุระ ที่สมควรแก่ราชทินนามนี้ ครั้นเมื่อวันที่ ๒๑ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๒  พระชนมายุได้ ๗๕ พรรษา  จึงได้รับพระราชทานสถาปนาขึ้นเป็น สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ในราชทินนามเดิม คือ สมเด็จพระญาณสังวร แทนราชทินนามสำหรับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช ที่ถือเป็นประเพณีปฏิบัติกันมา คือ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ ทั้งนี้  ก็เพื่อให้พระเกียรติคุณทางวิปัสสนาธุระของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ  ยังเป็นที่ปรากฏอยู่สืบไป


พระชาติภูมิ


สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เป็นชาวจังหวัดกาญจนบุรี  มีพระนามเดิมว่า เจริญ คชวัตร ประสูติเมื่อวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ เวลาประมาณ ๐๔.๐๐ น. เศษ  (นับอย่างปัจจุบัน เป็นวันที่ ๔ ตุลาคม)  ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีฉลู ณ ตำบลบ้านเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี พระชนกชื่อ นายน้อย คชวัตร  (ถึงแก่กรรม พ.ศ. ๒๔๖๕) พระชนนีชื่อ นางกิมน้อย คชวัตร (ถึงแก่กรรม พ.ศ.๒๕๐๘)  ชีวิตเยาว์วัย นับว่าเป็นสุขและอบอุ่น เพราะป้าเฮงผู้เป็นพี่สาวของโยมมารดา ได้ขอมาเลี้ยง และดูแลอย่างทะนุถนอม  ส่วนที่นับว่าเป็นทุกข์ก็มีอยู่บ้าง คือทรงเจ็บป่วยทรมานทางร่างกายอยู่เสมอ  คราวหนึ่งทรงป่วยหนัก จนญาติๆพากันคิดว่า คงจะไม่รอด และบนว่า ถ้าหายป่วยจะให้บวชแก้บน เป็นเหตุให้ทรงได้บรรพชาเป็นสามเณรในเวลาต่อมา  พระนิสัยที่แปลก อาจกล่าวได้ว่าเป็นบุพพนิมิตในชีวิต ก็คือ การชอบเล่นเป็นพระ หรือเล่นประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น เล่นสร้างถ้ำก่อเจดีย์ เล่นทอดผ้าป่าทอดกฐิน เล่นทิ้งกระจาด  แม้ของเล่น ก็ชอบทำคัมภีร์เทศน์เล็กๆ หรือทำตาลปัตรเล็กๆ อีกอย่างหนึ่ง ก็ชอบเล่นจุดเทียน บางครั้งนั่งดูเทียนเล่นอยู่คนเดียวจนสว่าง


บรรพชา


ในปี พ.ศ. ๒๔๖๙ พระชนมายุย่าง ๑๔ พรรษา พระชนนีและป้า ชักชวนให้บวชเป็นสามเณรแก้บนที่ค้างมาหลายปี จึงตกลงพระทัยบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดเทวสังฆาราม โดยพระครูอดุลยกิจ (ดี พุทฺธโชติ) เจ้าอาวาสวัดเทวสังฆาราม ซึ่งเรียกกันว่า หลวงพ่อวัดเหนือ เป็นพระอุปัชฌาย์ และพระครูนิวิฐสมาจาร (เหรียญ สุวณฺณโชติ) เจ้าอาวาสวัดศรีอุปลาราม ซึ่งเรียกกันว่า หลวงพ่อวัดหนองบัว เป็นพระอาจารย์ให้ไตรสรณคมน์และศีล  พรรษาแรกจำพรรษา ณ วัดเทวสังฆาราม  ไม่ได้เล่าเรียนอะไร นอกจากท่องสามเณรสิกขา และท่องบททำวัตรสวดมนต์เท่านั้น  ครั้นออกพรรษาแล้ว หลวงพ่อจึงชักชวนให้ไปเรียนภาษาบาลีที่วัดเสน่หา ในจังหวัดนครปฐม

ในปี พ.ศ. ๒๔๗๐ จึงได้เริ่มเรียนบาลีไวยากรณ์ที่วัดเสน่หา ในพรรษาศกนั้น  ครั้นถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๒  หลวงพ่อวัดเหนือ ได้นำเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ขึ้นเฝ้าถวายตัวต่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ เจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร  ได้ทรงพระเมตตารับไว้ และประทานนามฉายาให้ว่า  สุวฑฺฒโน  ซึ่งมีความหมายว่า ผู้เจริญดี  ในปีนั้น ทรงสอบได้นักธรรมชั้นตรี,  พ.ศ. ๒๔๗๓ ทรงสอบได้นักธรรมชั้นโท และเปรียญธรรม ๓ ประโยค,  พ.ศ. ๒๔๗๔ ทรงตั้งใจเรียนประโยค ๔ แต่มาสอบได้พร้อมกับนักธรรมชั้นเอก ในปี พ.ศ. ๒๔๗๕   ชีวิตในปฐมวัย ดำเนินไปอย่างราบรื่น ด้วยมีผู้ปกครอง และครูอาจารย์ที่ดี และทรงมีพื้นอัธยาศัยที่ดี โน้มเอียงไปในทางพระศาสนา เป็นเหตุให้พระองค์ประสบความสำเร็จในชีวิตปฐมวัย


อุปสมบท


ในปี พ.ศ. ๒๔๗๖ ทรงมีพระชนมายุครบอุปสมบทเป็นพระภิกษุ  ทรงกลับไปอุปสมบท ณ วัดเทวสังฆาราม กาญจนบุรี เมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน โดยมีพระครูอดุลยสมณกิจ (หลวงพ่อวัดเหนือ) เป็นพระอุปัชฌาย์  พระครูนิวิฐสมาจาร (หลวงพ่อวัดหนองบัว) เป็นพระกรรมวาจาจารย์  พระปลัดหรุง เจ้าอาวาสวัดทุ่งสมอ เป็นพระอนุสาวนาจารย์  ครั้นอุปสมบทแล้ว ได้อยู่จำพรรษา ณ วัดเทวสังฆาราม เพื่อช่วยหลวงพ่อสอนพระปริยัติธรรมตามความมุ่งหมายของท่าน ๑ พรรษา ครั้นออกพรรษาแล้ว ได้กลับมาอยู่วัดบวรนิเวศวิหารตามเดิม และได้ทรงทำทัฬหีกรรม คืออุปสมบทซ้ำเป็นธรรมยุตที่วัดบวรนิเวศวิหารอีกครั้งหนึ่ง เมื่อวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๗๖ โดย สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ สมเด็จพระวชิรญาณวงศ์ (ม.ร.ว. ชื่น นภวงศ์)  ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์  พระรัตนธัชมุนี (จู อิสฺสรญาโณ) ต่อมาได้รับสมณศักดิ์ที่ พระเทพเมธี เป็นพระกรรมวาจาจารย์ 


ในปีนี้ทรงสอบได้เปรียญธรรม ๕ ประโยค,  พ.ศ. ๒๔๗๗ ทรงสอบได้เปรียญธรรม ๖ ประโยค,  พ.ศ. ๒๔๗๘ ทรงสอบได้เปรียญธรรม ๗ ประโยค,  พ.ศ. ๒๔๘๑ ทรงสอบได้เปรียญธรรม ๘ ประโยค,  และ พ.ศ. ๒๔๘๔ ทรงสอบได้เปรียญธรรม ๙ ประโยค  ชีวิตในมัชฌิมวัย เป็นช่วงเวลาของการเรียน และการแสวงหาความรู้   พ.ศ. ๒๔๘๙  การได้รับความไว้วางพระทัยให้เป็นเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ นั้น นับเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ได้ทรงเรียนรู้งานด้านต่างๆ ทั้งงานคณะสงฆ์ งานวิชาการ และงานสั่งสอนเผยแผ่ ตลอดจนการปฏิบัติฝ่ายวิปัสสนาธุระ ทรงปฏิบัติสมาธิกรรมฐานอย่างต่อเนื่องเป็นกิจวัตร  ทรงปฏิบัติพระองค์แบบพระกรรมฐานในเมือง ทรงเล่าว่า เป็นธรรมเนียมที่ถือปฏิบัติกันมาในคณะธรรมยุตว่า ภิกษุสามเณรพึงปฏิบัติสมาธิกรรมฐานเพื่อเป็นเครื่องรักษาใจ ให้ใจมีงานที่ถูกต้อง ได้คิดได้ทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พระผู้เป็นเถระหรือเป็นผู้ปกครองหมู่คณะ พึงถือเป็นกิจที่จะต้องปฏิบัติ ไม่ว่าจะอยู่ในป่าหรือในเมือง เพื่อเป็นแบบอย่างแก่ภิกษุสามเณรที่อยู่ในปกครอง



เมื่อทรงดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบวรนิเวศวิหาร นับแต่ พ.ศ. ๒๕๐๔ เป็นต้นมา ก็ทรงมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น คือ การอบรมสั่งสอนภิกษุสามเณร ในฐานะทรงเป็นพระอุปัชฌาย์อาจารย์  เจ้าพระคุณสมเด็จฯ นั้นพูดเหมือนเขียน  ทรงเทศน์จากความคิดที่ไตร่ตรองโดยแยบคายแล้ว  ลีลาการเทศน์ของพระองค์จึงต่างจากพระเถระอื่นๆ คือ พูดช้าๆเป็นวรรคเป็นตอน เหมือนกับทรงทิ้งช่วงให้คนฟังคิดตามกระแสธรรมที่ทรงแสดง  พ.ศ. ๒๔๙๙  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ เสด็จออกทรงผนวช และประทับ ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ทรงปฏิบัติสมณธรรมเป็นเวลา ๑๕ วัน จึงทรงลาผนวช ในระหว่างนั้น สมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระราชอุปัธยาจารย์ในการทรงผนวชครั้งนี้ ได้ทรงมอบความไว้วางพระทัยในปฏิปทาและความสามารถ จึงทรงเลือกเจ้าพระคุณสมเด็จฯ ขณะทรงดำรงสมณศักดิ์ที่ พระโศภนคณาภรณ์ ให้เป็นพระอภิบาล (พระพี่เลี้ยง) ทำหน้าที่ถวายคำแนะนำเกี่ยวกับการทรงผนวชแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตลอดระยะเวลาแห่งการทรงผนวช


เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ทรงเป็นพระมหาเถระผู้คงแก่เรียนพระองค์หนึ่งในปัจจุบัน ทรงรอบรู้แตกฉานในพระพุทธศาสนาทั้งในด้านปริยัติ และปฏิบัติ   “กำลังเรียนใหญ่หรือ อย่าบ้าเรียนมากนัก หัดทำกรรมฐานเสียบ้าง”  รับสั่งของสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ เป็นเหตุให้พระองค์ทรงสนพระทัยในการปฏิบัติกรรมฐานตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา   แม้ครูบาอาจารย์สายวัดป่าที่ปรากฏชื่อลือนาม อันเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชน  เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ก็ได้ทรงจาริกไปประทับ เพื่อนมัสการ สนทนาธรรม และปฏิบัติธรรมกับท่านเหล่านั้นอยู่เสมอ ชั่วระยกาลหนึ่ง ตามแต่โอกาสอำนวย อาทิเช่น หลวงปู่ดูลย์ อตุโล,  หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี,  หลวงปู่ชอบ ฐานสโม,  หลวงปู่ฝั้น อาจาโร, หลวงปู่ขาว อนาลโย และหลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน นอกจากนี้ เจ้าพระคุณสมเด็จฯ ยังเป็นเพื่อนสหธรรมิกที่สนิทสนมกันยิ่งกับ องค์หลวงปู่เขียน ฐิตสีโล ด้วยปรากฏว่า ในปีที่ท่านสอบเปรียญธรรม ๙ ประโยค ได้นั้น ทั้งสองพระองค์สอบได้พร้อมกัน และอยู่ในสำนักเรียนวัดบวรนิเวศวิหารเช่นเดียวกัน



คุณธรรมที่โดดเด่นในชีวิต


ขันติ  ต้องใช้ความอดทนอย่างมากต่อพระสุขภาพที่อ่อนแอซึ่งถือเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการศึกษาเล่าเรียน   ความใฝ่รู้ ไม่เคยจืดจาง ทรงอ่านหนังสือทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ  บางครั้งยังทรงแนะนำผู้ใกล้ชิดให้อ่านด้วย  เรื่องนี้เขาเขียนดี น่าอ่าน   ความกตัญญู  “นั่นของโยมแม่ เอาไว้ที่เดิม”  มีผู้จะเอาไปทิ้ง  ผ้าอาสนะที่พระชนนีเย็บถวาย แม้จะเก่าแล้ว  ผู้มีพระคุณต่อพระองค์ แม้เพียงเล็กน้อย ก็ทรงหาโอกาสสนองคุณอยู่ไม่ลืมเลือน  ความถ่อมตน ทรงเป็นพระเถระที่สงบเสงี่ยมสำรวม ตรัสน้อย และไม่ชอบแสดงตน  ใครๆไม่ควรที่จะอวดอ้างตนว่าเป็นครูอาจารย์ของเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน ทุกคนมีหน้าที่ต้องถวายงานสนองพระราชประสงค์เท่านั้น”  ทรงรับสั่ง เมื่อมีผู้กล่าวว่า พระองค์เป็นพระอาจารย์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  คารวธรรม  ทรงมีความเคารพต่อพระสงฆ์ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โดยเฉพาะพระกรรมฐาน เมื่อมาสู่พระอาราม ทรงต้อนรับปฏิสันถารด้วยความเคารพอย่างดียิ่ง  ความเป็นผู้มักน้อยสันโดษ  พระเณรไม่ควรอยู่อย่างหรูหรา  ทรงเตือนภิกษุสามเณรอยู่เสมอว่า  เป็นพระต้องจน ทรงปฏิบัติพระองค์อย่างเรียบง่าย แม้ที่อยู่อาศัยก็ไม่โปรดให้ประดับตกแต่ง  พระปฏิปทา จริยาวัตรของเจ้าพระคุณสมเด็จฯ จึงเป็นที่น่าประทับใจ และเป็นปฏิปทาที่ควรแก่การยึดถือเป็นเนติแบบอย่างอันดียิ่ง

วันจันทร์ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2555

เลอ กอดองเบลอ หรือ สเต็กห่อชีส

เป็นที่รู้จักของคนทั้งโลก แต่ออกแบบให้มีสูตรแตกต่างกันไป แต่ ความสำคัญของจานนี้ คือ ชิ้นเนื้อที่ซ่อนชีสไว้ข้างใน ส่วนมากชีสที่ใช้มักเป็นชีส เนื้อแข็ง เช่น เชดด้า หรือ เอ็มเมนทัล แต่ จานนี้ ออกแบบให้ใช้มอสซาเรลล่าชีส ซึ่งเป็นชีสเนื้ออ่อน เพราะอยากให้ตอนหั่นออกมา เห็นชีสเยิ้ม เป็นเส้น ไหลออกมา ดูน่าตื่นเต้นกว่า แถมรสสัมผัส ก็เหนียวหนึบอร่อยฟันกว่าชีสอื่น สิ่งที่ยากคือ ชีสมอสซาเรลล่า ละลายง่าย ต้องห่อให้มิดชิด และการทอดต้องควบคุมอุณหถูมิให้ดี ต้องใช้ประสบการพอสมควร ไม่งั้น ชีสก็ไหลออกจากไก่ไหม้อยู่ในกระทะทอดหมด ตอนทำเสร็จจะได้ไก่ทอดกลวงๆ ไม่มีชีสอยู่ข้างใน หรืออาจ ได้ไก่ที่ไม่สุก ถึงแม้ชีสจะยังอยู่ จานนี้ถ้าใครฝึกฝน จนทำสำเร็จ แปลว่า คุณเป็นเซียนแห่งการทอดทีเดียว


ส่วนผสมสเต็กไก่ห่อชีส Chicken Steak Stuffed with Cheese

1. อกไก่ 200-250 กรัม เลาะหนังออก
2. แป้งสาลีอเนกประสงค์, ไข่ไก่ตีพอแตก, เกร็ดขนมปัง สำหรับชุบทอด
3. น้ำมันปาล์มสำหรับทอด
4. มอสซาเรลล่าชีส หั่นเป็นแท่งยาว หนา 60 กรัม
5. ผักสลัดสำหรับเสริฟคู่
6. เกลือ 1/8 ช้อนชา
7. พริกไทยขาวป่น 1/4 ช้อนชา

วิธีทำสเต็กไก่ห่อชีส Chicken Steak Stuffed with Cheese

1. ทุบไก่ด้วย ค้อนทุบเนื้อสัตว์ ให้ไก่แผ่เป็นแผ่นบาง แต่ไม่ขาด
2. หมักไก่ด้วยเกลือ และ พริกไท
3. ใส่ชีสตรงกลางไก่ ม้วนเป็นแท่ง กลัดหัวท้ายด้วยไม้จิ้มฟัน
4. นำไปชุป แป้ง ไข่ และ เกร็ดขนมปังตามลำดับ
5. นำลงไปทอดในน้ำมันท่วม ไฟปานกลางค่อนอ่อน จนสุกเป็นสีเหลืองทอง
6. จัดเสริฟ คู่สลัด หรือ ขนมปัง หั่นโชว์ให้ชีสไหลเยิ้ม